ASK LIBRARIAN

จิปาถะโซน => จิปาถะโซน => ข้อความที่เริ่มโดย: patt.e ที่ กรกฎาคม 12, 2011, 02:10:57 pm

หัวข้อ: ความสุขที่เงินซื้อไม่ได้ ของเผ่าทอง ทองเจือ
เริ่มหัวข้อโดย: patt.e ที่ กรกฎาคม 12, 2011, 02:10:57 pm
ใครที่เชื่อว่าความสุขในชีวิตหายาก เกิดยาก
แบบอย่างการใช้ชีวิตอาจารย์หนุ่มคนนี้เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่า
ความสุขไม่ได้ยากเกินที่เราจะไขว่คว้ามาไว้ข้างตัว ก็แค่เปลี่ยนมุมในการมอง

May you all be healthy and happy..

ความสุขที่เงินซื้อไม่ได้ ของเผ่าทอง ทองเจือ

หนุ่มใหญ่ภายใต้อาภรณ์แบบไทยนิยม ที่ใครๆ
แม้แต่คนที่ไม่เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหามาก่อน เรียกขานกันว่าอาจารย์แพน
หรืออาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้นี้ คือ มือวางอันดับต้นๆ
ของประเทศในเรื่องประวัติศาสตร์ไทย

 ในอดีต อาจารย์เผ่าทองคือหนุ่มฮ็อตในแวดวงสังคมไฮไซ เคยมีชื่อเสียง
ในฐานะดารา นายแบบ และเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งสุดท้ายคือ
คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

     ระยะหลังมานี้อาจารย์ผ่าทองเป็นที่รู้จักโด่งดังในแวดวงของนักสะสมผ้าโบราณ
ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านผ้าไทยเผ่าทอง ระดับพรีเมี่ยม
ด้วยความสามารเฉพาะตัว ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐ
ให้เป็นผู้จัดทำอาภรณ์สำหรับผู้นำประเทศที่มาร่วมประชุมในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง
นอกจากนั้นยังมีธุรกิจโรงงานทอผ้าในจังหวัดลำพูน มีผืนนาทำการเกษตร
 และสินค้าแปรรูปที่เน้นเรื่องของธรรมชาติ ทำบริษัทท่องเที่ยว อัญญมัญญา
ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทเอกชนหลายต่อหลายแห่ง ฯลฯ

ดูเหมือนเวลา 24 ชั่วโมง ต่อวันของอาจารย์เผ่าทองจะยาวนานกว่าคนส่วนใหญ่
ภารกิจร้อยแปดพันประการกับชีวิตที่อยู่กับงาน
7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้อาจารย์ถึงกับเคยป่วยเจียนตายด้วยโรคมะเร็ง
 แต่กระนั้นผู้ชายที่ชื่อเผ่าทองก็ยังเดินหน้าทำงานต่อไปไม่หยุด
ที่สำคัญ ขณะที่ชีวิตเต็มไปด้วยงาน แต่อาจารย์ก็ยังสามารถดำรงความเป็นปกติ
แถมเต็มไปด้วยมุมมองผ่อนพักของความสุขรายทางในทุกขณะ
อาจารย์ทำได้อย่างไร

ก่อนอื่นขอถามเรื่องงานที่หอนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ก่อนค่ะ
อาจารย์เข้ามาทำในส่วนไหนคะ

   คือผู้รู้จักกับบริษัทไรท์แมน
(ซึ่งเป็นผู้อำนวยการอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์) มานาน
เคยทำงานร่วมกันมาหลายครั้ง กระทั่งเมื่อ
3 ปีที่แล้ว เขาติดต่อมาว่าจะมีโปรเจ็คท์อันนี้
บอกว่าจะเป็นสถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์ความเป็นไปของรัตนโกสินทร์
ฟังดูน่าสนุกก็เลยตกลงทำ

     ผมรับผิดชอบห้องเยี่ยมเยียนถิ่นกรุง
เรื่องย่านหัตถกรรมชุมชนและชีวิตในวัง เราทำออกมาให้เป็นห้องจริงๆ
ถือว่าเป็นประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ
อุปกรณ์ประกอบฉากซึ่งคือพร็อปทั้งหมด จะต้องหาให้ถูกกับยุคสมัย
 เหมือนเราสร้างหนังพีเรียลขึ้นมาเรื่องหนึ่งเลยของทุกอย่างที่อยู่รอบตัวจะต้องถูกกับฐานันดรศักดิ์ของผู้ใช้
เพราะในวังมีตั้งแต่เจ้านาย บ่าว สามัญชน ลดหลั่นชั้นยศกันไป
ผลออกมาผมก็พอใจ เพราะมีความถูกต้องในเรื่องระเบียบแบบแผนในราชสำนักมาก
เวลาเดินเข้าไปในห้องนี้
จะรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 คนที่เข้าไปจะไม่อยากเดินแล้ว
อยากจะคลานเข่า
เพราะมีเจ้านายนั่งอยู่รอบตัวเรามีข้าทาสบริวารหมอบราบอยู่กับพื้น
จะรู้สึกว่า เอ.. เรามายืนอยู่ได้อย่างไร ควรจะคุกเข่าคลานด้วย อะไรอย่างนั้น

อาจารย์เอาเวลาจากไหนมาทำตรงนี้

ตอนนี้เรียกได้ว่าผมสวมหมวก 500 ใบ ชีวิตผมต้องเฉาะเข้าไปวันหนึ่งมี 24
ชั่วโมง คิดของผมมันเฉาะมากเลย เวลานัดหมายเราก็นัดกันหลายที่
แต่ส่วนใหญ่จะนัดที่บ้าน เพราะที่บ้านมีห้องสมุดด้านนี้โดยตรง
นอกจากไม่ไหวจริงๆ ก็จะวิ่งวไปสตาร์บัคบ้าง ไปร้านอาหารบ้าง
บางทีอยู่โรงงานที่ลำพูน
เพราะมีออร์เดอร์เสื้อเร่ง ก็ยกทีม8-10 คน ขึ้นไปประชุมกันที่ลำพูน กิน นอน
เกลือกกลิ้งกันอยู่ตรงนั้นเลย คือ ทั้งเราและเขาต้องพยายามทำตัวให้ยืดหยุ่น
แล้วงานก็จะเดินแล้วก็ได้สนุกด้วยกัน บางทีก็วิ่งไปที่ออฟฟิศของไรท์แมน
นี่ถ้าแล่นไปอีกนิดหนึ่ง น่ากลัวจะถึงเขมร ความที่ทุกฝ่ายพร้อมใจกันยืดหยุ่น
ทำให้สนุก ไม่ใช่ว่าต้องมาหาผมอย่างเดียว การทำงานก็ง่ายขึ้น

เท่ากับว่าอาจารย์ทำงานแบบไม่มีวันหยุดเลยหรือคะ

     คือผมทำงานทุกอย่างพร้อมกันหมด ชีวิตผม 24 ชั่วโมงมีแต่งาน
ไม่เคยมีเสาร์อาทิตย์มาหลายสิบปีแล้ว และไม่เคยคิดว่าเป็นความทุกข์ด้วย
เพราะเวลาทำงานคือเวลาพักผ่อน เวลานอนคือเวลาทำงาน
ก็คิดกลับกันเสียอย่างนั้น ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกเครียด
เพราะถือว่าเราเลือกงานทำได้
เป็นคนที่โชคดีที่สุดยิ่งกว่าทำบุญอะไรมาในชีวิตเสียอีก คือเลือกที่จะทำ
กับเลือกที่จะไม่ทำได้
     มีเพื่อนๆหลายคนที่บอกว่าเบื่อมาก
ไม่อยากตื่นเช้าขึ้นมาทำงานแต่ก็ต้องทำ เปลี่ยนออฟฟิศก็ไม่ได้
เลือกงานก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราเก๋ไก๋นะ
แต่ว่าการที่เราเลือกได้เพราะเราไม่ได้ยึดติดว่างานนี้เงินเยอะ
 งานนี้มีเกียรติ แต่เลือกเพราะงานนี้สนุก
ถ้าคิดว่างานกวาดถนนสนุกเราก็กระโดยลงไปกวาดถนน
อาจะได้ค่าตอบแทนวันละร้อยกว่าบาท แต่เรามีความสุขตรงนั้น
เพราะฉะนั้นสิ่งที่โชคดีที่สุดพระให้เรามา คือเราเลือกที่จะทำได้ มีหลายจ๊อบ
หลายบริษัทที่ติดต่อมา แต่ดูแล้วไม่สนุกก็ไม่ทำ
 การทำงานไม่ใช่แค่มานั่งโต๊ะแล้วคุยงาน
บางทีมันต้องมีบรรยากาศของความมีไมตรี มีหลายอย่างมาประกอบ
และเวลาที่นั่งคุยก็ไม่ได้คุยว่าผมจะได้เท่าไร คุณจะได้เท่าไร
แต่เหมือนกับเพื่อนสองคนมานั่งคุยกัน แล้วก็ยังมีน้องๆ มาแชร์ไอเดียด้วยกัน
มันก็มีความสุขเหมือนอยู่ท่ามกลางเพื่อน
 ไม่ได้คิดว่าเป็นการทำงานเลยพูดจามึงวาพาโวย เอะอะมะเทิ่งกัน
เวลาคุยงานเป็นอะไรที่สนุก เป็นอะไรที่นึกถึงตลอดเวลาที่เซ็งๆ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกได้หมด
บางครั้งคิดว่าเลือกแล้ว แต่ก็ยังแจ็คพ็อต เจองานที่เซ็ง
ก็ใช้วิธีนึกเรื่องอะไรที่ตลกๆ อย่างเช่น
วันนี้ประชุมกันเรื่องสคริปต์ตอนเปิดรัตนโกสินทร์อินโทรดักชั่น
 ในห้องประชุมมีแต่ผู้ใหญ่หมด บรรยากาศก็เครียด ผมขึ้นมา
ทุกคนก็หันมามองว่าเป็นอะไร ก็เป็นความสุข ทำไมเราจะต้องไปใฝ่หาทุกข์
ความสุขเราสร้างได้ เราหาได้ เวลาเซ็ง
เราก็แอบนึกถึงวันที่เราเขียนสคริปต์กัน

อาจารย์วางแผนชีวิตไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

     ไม่เคยวางอะไรเลยในชีวิต
จะพูดไปชีวิตก็ไม่ใช่ดนตรีที่ต้องการเรียบเรียงโน้ต
ชีวิตผมมันเหมือนเสียงธรรมชาติ เหมือนเราเดินเข้าไปในป่า
นกตัวนั้นอยากร้องมันก็ร้อง หมาอยากเห่ามันก็เห่า
อะไรต่ออะไรที่มันจะเกิดก็ต้องเกิด
 เพราะฉะนั้นเวลาที่มีคนพูดว่าผมประสบความสำเร็จ ผมจะบอกว่า
ชีวิตนี้คือชีวิตที่ไม่มีอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง มันไปของมันเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะค่านิยมของคนที่พูดว่าสำเร็จจะต้องมีตำแหน่งสูงสุด
มีเงินมากที่สุด เป็นนิยามที่คนคาดหวัง
แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้มีเกียรติยศสูงสุด
 ไม่ได้ร่ำรวยที่สุด ไม่ได้มีอำนาจมากที่สุด แต่ผมมีความสุขที่สุด
     ผมอาจจะมีความสุขมากกว่าคนที่มีเงินมากที่สุด
ผมอาจจะมีความสุขกว่าคนที่มีอำนาจมากที่สุด
ผมอาจจะมีความสุขมากกว่าคนที่คิดว่าประสบความสำเร็จ
แต่ความสุขของผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายอย่างไร
 คนชอบถามว่ามีความสุขอย่างไร
ก็สุขตามแบบของเราบางคนมีคนขับรถให้นั่งแล้วมีความสุข
ไปไหนมาไหนด้วยรถส่วนตัวแล้วมีความสุข แต่ผมไม่ชอบรถส่วนตัว ถามว่ามีไหมก็มี
มีคนขับไหมก็มี ขี้ข้ามีไหมก็มี
แต่ชอบเดินออกจากบ้านไปหน้าปากซอยขึ้นรถไฟฟ้า ชอบมีชีวิตอยู่บนรถไฟฟ้า
ชอบเดินฟุตปาธ
 มาที่นี่ก็นั่งรถไฟฟ้ามาสุดสายที่สะพานสาธร แล้วลงเรือมา คือชอบเห็นคน
ผมเล่นเฟซบุ๊กกับเพื่อน เพื่อนบอกทำไมมึงมีนิสัยแบบนี้
ก็บอกกูชอบสำเร็จความใคร่ด้วยการได้เห็นมนุษย์ เห็นหลากหลายชีวิต
แล้วกูมีความสุข ไม่ต้องทำอะไรหรอก อยู่บนรถไฟฟ้า มองไปในรถทั้งคัน
พอถึงอีกสถานีหนึ่งคนชุดเก่ามองไปยังไม่ทันหมด
 มีคนชุดใหม่ขึ้นมาให้มองใหม่ มันมีวิถีชีวิต
มันมีความรู้สึกบนใบหน้าของแต่ละคน บางคนเข้ามาด้วยความสุข
บางคนเข้ามาหน้าตาเศร้าหมอง
บางคนเข้ามาถึงก็ทำงานบางคนขึ้นมาบนรถก็มองหมดทุกคน แต่บางคนไม่มองใครเลย
มองเท้าอย่างเดียว ไม่รู้สิ ผมเป็นคนชอบดูความรู้สึก เป็นโรคจิต
 แล้วเพื่อนบอก มึงได้เงินได้ทองจากการมองไหม ก็ไม่ได้อะไรหรอก แต่ได้ความสุข
ความสุขเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ความสุขของแต่ละคนเอามาเทียบกันไม่ได้
ความสุขประเมินเป็นรูปธรรมไม่ได้ มันเป็นนามธรรม

อาจารย์คิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรค่ะ

     ตอนที่ผมป่วยเป็นมะเร็ง ตอนนั้นป่วยหนักมาก ผมใช้เวลารักษาอยู่
5 ปี หลังจากที่เจ็บ ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไปเยอะมาก
ตอนทำคีโมผมไม่เหลือสักเส้น แย่มากแต่งตัวอะไรก็ไม่ได้ นอนโรงพยาบาลตลอด
ไม่ได้ผัดหน้าทาแป้งเลย จนกระทั่งคุ้นชินกับความไม่ต้องปรุงแต่งอะไร
หายออกมากินข้าวไม่ต้องปรุง กินก๋วยเตี๋ยวไม่ต้องปรุง
 เขาให้มาอย่างไรก็กินอย่างนั้น มีความรู้สึกว่าอาหารที่ไม่ต้องปรุงเลย
จืดที่สุดนี่ มันก็ต้องกินได้

   วัวควายมันกินหญ้า ทำไมมันกินได้
เราก็ลองกินอย่างควายดูเห็นมันเคี้ยวอร่อยมากเลย เรากินเข้าไปแล้วไม่อร่อย
มันเหม็นเขียว ครั้งแรกต้องถุยทิ้ง ไม่ใช่คายนะ คายนี่มันสุภาพไป
ต้องใช่คำว่าถุยเพราะมันขมมาก
 คายนี่มันยังช้า ถุยนี่มันเร็ว ถามว่ากินได้ไหม คือ กินได้ แต่มันไม่อร่อย
แล้วระบบย่อยของเราไม่ดี ถ่ายออกมามันก็ยังเป็นเส้นหญ้าคาอยู่
ก็เข้าใจว่าธรรมชาติสร้างให้ระบบการย่อยกับระบบฟันเคี้ยวเอื้องของควายต่างกับเรา
ก็มานั่งคิดว่า จงกินอาหารที่เขากินมาตั้งแต่ดึกบรรพ์เถิดจะดีกว่า
 ชีวิตจะง่ายขึ้น ชีวิตทำไมต้องมาปรุงแต่งให้มันซับซ้อน ก็ตั้งคำถามกับตัวเอง

     ข้าวที่หุงมาเสร็จแล้ว ทำไมต้องหุงก็กินข้าวดิบ
กินข้าวสารผลปรากฏว่าท้องขึ้น เคี้ยวเข้าไปจนแหลกแล้วกลืน
เลยท้องขึ้นท้องอืด เป็นลมเพราะมีแก๊ส คุยกับหมอ
หมออธิบายว่าระบบย่อยทำงานไม่ได้
เพราะข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำให้มันอ่อนตัวลง ก็ถามอีกว่า
แล้วทำไมต้องกินข้าวคลุกน้ำปลา เพราะจะให้มันมีรสใช่ไหม
ก็กินข้าวเปล่าสิ เคยกินข้าวทัพพีใหญ่ๆ กระเดือกเข้าไป
ทำไมมันไม่มีรสชาติอะไรเลย แต่ก็ต้องกินให้ได้โดยไม่ปรุงแต่ง

     จากความทะเยอทะยานที่ต้องมีนั่นมีนี่ ก่อนป่วยมีบ้าน
11 หลัง ทั่วประเทศ พอป่วยเสร็จแล้วไม่ได้ไปอยู่สักหลัง
เพราะว่านอนอยู่โรงพยาบาล ถามตัวเองว่าตอนที่เราเจ็บนี่นะ
เตียงเดี่ยวในโรงพยาบาลยังใหญ่เกินไปสำหรับความต้องการของเรา
เพราะเวลาที่เราเจ็บหนัก ตอนนั้นเวลาให้น้ำเกลือหนักมากๆ คือ
เรานอนนิ่งไปขยับพื้นที่แค่ศอกกว่าๆเท่านั้นที่เราต้องการ
ความกว้างความยาวก็เท่ากับตัวเราเท่านั้น มันพอดีกับโลงแค่นั้น
พื้นที่นิดเดียวจริงๆ เวลานอนตะแคง ยิ่งใช้พื้นที่น้อยลงไปใหญ่

     ก็เริ่มคิดอะไรที่มันง่ายขึ้น วางอะไรง่ายขึ้น
หายป่วยก็เริ่มเบื่อที่จะออกงาน ถ้าย้อนไปดูก่อนปี 2537
จะเห็นหน้าผมลงในคอลัมน์สังคมในหนังสือผู้หญิงเกือบทุกเล่ม แต่หลังจากปี
2537 จะเบรกแบบล้อหมุนเต็มที่ มาเร็วแล้วเหยียบเบรกกระแทก
รถก็จะหมุนกลับหัวไปทางเดิมที่เราแล่นผ่านมา

     ถ้าถามว่าชีวิตแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มีความทุกข์ไหม ก็ไม่ทุกข์
เพราะว่าต้องการอยู่คนเดียวมากขึ้น อยู่เงียบๆ มันเปลี่ยนหมดเลย
เปลี่ยนตั้งแต่เพลงที่ฟัง มาฟังเพลงง่ายขึ้น กินก็ง่ายขึ้น
อะไรก็ได้นอนยิ่งง่ายใหญ่ ทุกวันนี้นอนกับพื้นกระดานธรรมดา
ห้องรับแขกก็รื้อทิ้งไปเลย กลายเป็นห้องสมุด แล้วก็มีเก้าอี้
3-4 ตัวเอาไว้นั่งแค่นั้น ไม่มีความต้องการรับแขกอะไรเลย หลังจากที่หายป่วย
คุณแม่เสีย ยิ่งไม่มีใครจำเป็นจะต้องรับแขก

ถ้าอาจารย์ไม่ป่วย วิธีคิดของอาจารย์จะเป็นอย่างนี้ไหม

     ถ้าไม่ป่วย ผมก็คงเป็นดาวไฮโซประดับวงการ ตอนแรกที่ป่วยก็เสียใจ
เสียใจมาก ร้องห่มร้องไห้ ด่าพระ ประณามพระ ว่าเรานี่ทำดีมาตลอดแล้ว
ทำไมให้เกรดเรามาแค่นี้ คนที่บอกว่าไม่เสียใจทั้งหลายตอแหลทั้งนั้น
 ไม่มีใครหรอกที่ไม่เสียใจ เพราะชีวิตกำลังฟุ้งที่สุดแล้ว
ชีวิตช่วงที่เจ็บคือช่วงที่หอมหวานที่สุด ทั้งงาน ทั้งเงิน ทั้งเกียรติยศ
ทั้งชื่อเสียง มันโถม มันไม่ใช่มาธรรมดานะ มันกระแทกเข้ามาแบบรับไม่ทันเลย
แบบหันซ้ายก็เงิน หันขวาก็เงิน โกย โกยจริงๆ ช่วงก่อนปี 40 โห
มันไม่ใช่ฟองสบู่หรอก มันคือแฟบทั้งกล่องละลายน้ำ เงินทั้งนั้น
หาเงินง้าย...ย..ง่าย แบบกระดิกนิ้วก็ได้แล้ว

     ตอนนั้นคุณหมอนินนาท ชินะโชติ
ท่านเป็นครูสอนวิปัสสนากรรมฐานสายคุณแม่สิริ เคยเป็นลูกทัวร์ สนิทกันมาก
ท่านเพิ่งเสียไปเมื่อ 2-3 ปีนี้เอง พอท่านรู้ว่าผมเจ็บปั๊บ
ท่านบินไปหาผมที่เชียงใหม่ สิ่งแรกที่ท่านพูด คือท่านบอกว่า
ไม่ได้มากเยี่ยมอาการป่วยนะ แต่จะมาใช้วิชารักษาใจ
เพื่อที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วย สอนให้รู้จักทำสมาธิ
สอนให้รู้จักทำวิปัสสนากรรมฐานและที่สำคัญที่สุดคือ
 สอนให้ปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้ใจย่อมรับโรคที่กำลังเป็น
     ตอนนั้นผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ขั้นสี่ปลาย
หมอบอกว่าอยู่ได้อีกสามเดือน ท่านคิดว่าเราคงไม่รอด
หมอนินนาทก็บอกต้องทำใจยอมรับ คุณหมอสอนว่า
ให้นึกว่าตัวเองว่าเป็นโซเฟอร์ขับรถ รถก็คือร่างกายของเรา
 ตอนเกิดมาใหม่ รถก็ใหม่เอี่ยม เครื่องเครามันดี เร่งเครื่องขึ้น
ขับปุเลงควบห้อไปได้ทั่วเมือง วันเวลาผ่านไปเราแก่ลง ก็เหมือนรถที่เก่า
วันหนึ่งติดไฟแดงอยู่แล้วรถดับ สตาร์ตเท่าไรก็ไม่ติด
ท่านถามว่าผมซึ่งเป็นคนขับจะนั่งอยู่ในรถต่อไปอย่างนั้นหรือ
ผมก็บอกต้องลงมจากรถมาโบกหารถคันใหม่
 ท่านก็บอกว่าถูกแล้ว วิญญาณก็ต้องทิ้งร่างแล้วก็ไปหาที่ใหม่
ฟังแล้วน้ำหูน้ำตามันทะลัก มันถูกเบรกแล้วนะชีวิตนี้ สิ่งที่เราเคยฝัน
พันล้านหมื่นล้าน เคยฝันทุกอย่างนี่ไม่ใช่แล้ว มันเป็นของนอกกายหมดเลย

     ใช้เวลายอมรับอยู่นานหลายเดือนเป็นปี กว่าจะเลิกตีโพยตีพาย
คำว่าตีโพยตีพายของผมคือ เวลาอยู่คนเดียว มันจะร้องไห้สะอึกสะอื้น
จิกหัว ทำทุกอย่างเลย
ว่าพระไม่ยุติธรรม ในที่สุดก็หมดแรงหมดฤทธิ์สลบไป
 แล้วมานั่งคิดได้ว่าเราจะจมปลักอยู่ตรงนี้ ชีวิตจะไม่มีอะไรดีกว่านี้เลย
ต้องยืนขึ้นให้ได้ สั่งตัวเองว่าต้องเช็ดน้ำตา ไปล้างหน้า ไม่ร้องไห้ ฮึดสู้
แต่ยังไม่ปลง สู้ในที่นี่คือ สู้ให้รอด ด้วยการออกกำลัง
หมอสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ ต้องมีชีวิต
มีชีวิตเสร็จแล้วต้องยอมรับว่าต่อไปนี้จะไม่มีชีวิตที่ร่ำรวยมหัศจรรย์เหมือนเดิมอีกต่อไป
ชีวิตต่อไปนี้จะหาเงินได้น้อยลงกว่าเดิม
     เริ่มปรับชีวิตด้วยการขายบ้านไปทีละหลังๆ ไม่ได้ขายเพราะต้องการเงิน
แต่ขายเพื่อจะซื้อใหม่ให้เป็นที่เดียวที่ตัวเองจะอยู่ได้
แล้วก็ซื้อเฉพาะเท่าที่ตัวเองพอ แต่ก่อนจะกว้านไปเรื่อยๆ
ก็เริ่มจำกัดตัวเอง
 เริ่มใช้ชีวิตเรียบง่ายขึ้น แต่ก่อนเราต้องนั่งรถเก๋ไก๋ รถเมล์ไม่ขึ้น
ตอนนี้ทุกอย่างมันง่ายหมดเลย กินข้าวข้างถนนได้ นอนกับไม้กระดานได้
เพื่อนที่มาเยี่ยมที่ห้องยังบอกว่า เฮ้ย มึงนอนกับกระดานจริงๆ
เลยหรือเอาผ้าปูที่นอนปูสักนิดหนึ่ง พอไม่ให้มันอนาถา มันดูแล้วสังเวช
ผ้าปูที่นอนก็คอตต้อนบางๆ ปูลงไปให้เป็นหมายว่านอนให้อาณาเขตนี้ไม่ดิ้นออกไป
ผ้าปูที่นอนพับครึ่งด้วยซ้ำจะได้แคบ ก็นอนอยู่ในเขตนี้

เรียกว่าหนึ่งในร้อยเลยก็ว่าได้
ที่คนป่วยโรคมะเร็งสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ อาจารย์คิดว่าเกิดจากอะไร
บางคนบอกว่าเป็นปาฏิหาริย์

   ใช่ ก่อนหน้านั้นผมเคยถวายงานรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ถวายงานรบใช้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พอเจ็บปุ๊บ
หมอบอกว่าไม่รอด สิ่งแรกที่ทำคือ โทร.หาท่านผู้หญิงสุภรเพ็ญ
 ท่านผู้หญิงสุประภาดา ท่านผู้หญิงมนัสนิตย์
ให้ช่วยกราบบังคมทูลลาตายต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระเทพรัตน์ฯให้ด้วย ผ่านไป
2-3 วัน
ท่านผู้หญิงสุประภาดากับท่านผู้หญิงสุภรเพ็ญก็อัญเชิญกระเช้าดอกไม้ผลไม้พระราชทานมาเยี่ยม
บอกว่ากราบบังคมทูลลาแล้ว แต่พระองค์รับสั่งว่าไม่ทรงรับ
และรับสั่งว่าไม่ให้ตาย ห้ามตาย
ส่วนสมเด็จพระเทพรัตน์ฯให้ท่านผู้หญิงมนัสนิตย์เชิญดอกไม้พระราชทานมา
และรับสั่งว่าที่ทูลลาไม่ทรงรับ และพระราชทานยาจีนมาให้ ผมยังถ่ายรูปเก็บไว้
ทุกวันนี้แจกกันดอกไม้พระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯกับกระเช้าดอกไม้ผลไม้ของสมเด็จพระนางเจ้าฯยังตั้งอยู่ในห้องโถง
เวลานั่งกินข้าว นั่งทำงาน ก็จะเห็นรูปนี้ตลอดเวลา เป็นกำลังใจ
 ยาจีนที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯพระราชทานและทรงบอกให้ผมทานซะ
ถ้าเผื่อดีให้กราบบังคมทูลขึ้นไป ท่านจะพระราชทานมาอีก
ท่านบอกยากนี้ต้องสั่งจากเมืองจีน ถ้ากินดีท่านจะทรงสั่งให้เอง
ผมถือว่าได้คีโมแล้ว ยานี้ก็ไม่ได้ทาน
แต่ใส่พานตั้งอยู่ที่ข้างเตียงแล้วเอาพวงมาลัยถวายทุกวัน
 พอหายเจ็บก็เอากล่องยานี้ขึ้นไว้บนหิ้งพระ ทุกวันนี้ก็กราบไหว้ด้วยพวงมาลัย
มีความรู้สึกว่าที่เราหายเป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านรับสั่งเอาไว้
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ทรงรับเป็นคนไข้ในพระราชินูปถัมภ์ด้วย
พระราชทานความช่วยเหลือดูแลเรามากเหลือเกิน มากจนอีกกี่ชาติก็ตอบแทนไม่หมด

อาจารย์เคยคิดว่าความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเป็นเพราะกรรมหรือเปล่า

     ตอนแรกไม่คิด คิดแต่น้อยเนื้อต่ำใจ
จนคุณหมอนินนาทมาสอนก็ค่อยๆคิดไปเรื่อยๆ
จากนั้นคนก็เอาหนังสือธรรมะมาให้อ่านมากขึ้น ก็เข้าใจอะไรเยอะขึ้น
แต่ก่อนเป็นคนที่ไม่เคยคิดเรื่องธรรมะเลย ไกลธรรมะมาก
คิดแต่ว่าเงินคือความสุขที่จะบันดาลทุกอย่างให้ชีวิตได้
เงินซื้อทุกอย่างได้หมด หลังจากที่เจ็บแล้ว
ถึงได้รู้ว่าเงินซื้ออะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว แม้แต่ชีวิตและความสุข

     เงินเป็นแค่ปัจจัยประกอบที่สมมุติเอา เราอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงิน
ตั้งแต่นั้นก็เลยฝึกตัวเองว่า ถ้าเราไม่มีเงินจะอยู่อย่างไร
โชคดีที่ได้ทำทัวร์ เพราะว่าเวลาไปต่างประเทศ
หลายประเทศที่เขายากจนกว่าเราอินเดีย พม่า
เขาไม่มีเงินสักบาทเดียวในบ้าน ไม่มีอุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวก
สามีจะจุดไฟยังต้องเอาหินเหล็กไฟมาตีกัน ภรรยาเอาปุยนุ่นมาจ่อไฟ
ทั้งพม่า ทั้งอินเดียที่ในชนบท เขาเอาดินมาปั้นตากแดด เก็บหญ้า
เก็บฟางมาเผาบ้าง เอาดินมากินก็มี เอามาเผาแล้วกิน เผาทำภาชนะ
น้ำก็ตักจากแม่น้ำผักหญ้าเก็บเอาหมด เออ มันอยู่ได้ นั่นคือสัจธรรม
ที่สำคัญ ที่เลิกนอนที่นอนมานอนพื้น
เพราะนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาที่ท่านออกธุดงค์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านจะนอนที่ไหน
ใครจะเป็นคนหอบที่นอน หอบฟูก หอบหมอนตามที่ท่านอย่างเก่งก็คือ
 เอาจีวรลงปู เอาจีวรม้วนมาหนุนศีรษะ เพราะฉะนั้นท่านนอกกับดินด้วยซ้ำ
นี่เรานอนกับพื้นกระดานในบ้าน สะอาดกว่าตั้งเยอะ
ก็เลยนึกว่าทำไมเราไม่ทำตัวให้ง่ายลงไปอีก ด้วยการนอนบนไม้กระดาน
เดือนแรกที่นอน แทบตาย นอนไม่หลับ มันเจ็บตัวกรุบกรับๆไปหมด
ปวดกระดูกไหล่กระดูกหลัง
 มันช้ำเลย กดทับจนช้ำ
เรารู้แล้วว่าคนที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตและคนที่ป่วยด้วยโรคกดช้ำหรือแผลกดทับเป็นอย่างนี้เอง
นี่ถ้าเราไม่ขยับ มันก็จะช้ำไปเรื่อยๆ แล้วก็เน่า เริ่มรู้หมด ดีจังเลย
เราไม่ต้องไปศึกษาจากไหนศึกษาจากตัวเอง คุณอาจเห็นว่าไร้สาระ
แต่ผมคิดว่านี่เป็นประสบการณ์ที่สำคัญ

ทราบว่าตอนนี้อาจารย์ทำอาหารปลอดสารพิษและอาหารธรรมชาติออกมาด้วย

 ตอนนี้ทำแหนมเผ่าทอง มีวางขายที่เดลี่โฮม ปากช่อง เราไม่ใช่ผงชูรส
ไม่ใส่สารกันบูด ไม่ใส่ดินประสิว เพราะฉะนั้นจะอยู่ในตู้เย็นได้แค่ 2
สัปดาห์ แกะออกมาขาวซีดแหงแก๋ ห่อด้วยใบตองล้วนไม่มีพลาสติก ทำสบู่เผ่าทอง
เป็นสมุนไพรไม่ใส่สารเคมีเลย เป็นก้อนก็จริงแต่ละลายง่าย ใช้ 7
วันละลายหมดแล้ว ใครทีขี้เหนียวอย่าไปซื้อไปใช้
ข้าวเผ่าทองเป็นข้าวพันธุ์เล็บนก
พันธุ์เดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จฯเสวยอยู่ตอนนี้
หอมด้วยนุ่มด้วย และเป็นออร์แกนิกหมด ใช้ขี้วัวขี้ควาย ปุ๋ยคือขี้อย่างเดียว
เราไม่เคยคิดว่าขี้สกปรก เอามือกอบได้สองมือเลย
มันคือกากอาหารธรรมดา มันอาจจะมีกลิ่นเท่านั้น
 เราไปสมมุติว่าอันนี้คือกลิ่นเหม็นเราไปสมมุติเอาว่าดอกมะลิอันนี้คือกลิ่นหอม
สมมุติเอาหมดเลยทำไมไม่นึกว่ากลิ่นขี้อันนี้คือดอกมะลิ
และดอกมะลิคือกลิ่นขี้ ก็แค่นั้นเองมันก็จับได้แล้ว
ไปสะอิดสะเอียนว่ามันเป็นของสกปรก

มีเหตุผลอะไรที่ทำสินค้าพวกนี้ออกมาคะ

     ผลิตภัณฑ์พวกนี้ทำเพราะไม่ต้องการให้คนซัฟเฟอร์แบบเรา
หายป่วยแล้วสวดมนต์อยู่ทุกวันว่า
ถ้าเผื่อจะต้องตายแล้วให้คนอื่นอีกมากมายรอดชีวิตโดยไม่ต้องเป็นมะเร็ง
ก็ยินดีที่จะตาย คือตอนอธิษฐานว่าให้เราตายแทนคนอื่นได้
 ไม่ได้คิดว่าเป็นนักบุญหรืออะไรแต่ว่าเราคือคนที่ไม่มีภาระแล้ว หมดห่วง
พ่อแม่พี่น้องไม่มีห่วงอะไรแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อคนอื่นยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล ยังมีห่วงอยู่
ทำไมเราไม่อาสาที่จะตายแทนเขาล่ะ
ในเมื่อทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ในโลกนี้เหมือนกัน ไม่อยากให้ใครทุกข์ตรงนี้เลย
 เราผ่านสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตมาแล้วเหมือนกับผู้ใหญ่ที่พูดว่าฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน
เวลาฉันสอนเธอ เธอฟังสิ เธอจะได้ไม่ต้องมาซ้ำรอยความผิดของฉัน เราก็จะบอกว่า
ฉันผ่านโรคภัยไข้เจ็บมาก่อน
ฉันถึงไม่อยากให้เธอมาอยู่ในวงจรอุบาทว์ของโรคภัยไข้เจ็บนี้อีก
อยากจะป่าวประกาศว่าถ้าเธอกินให้ถูกสุขลักษณะ
 อย่าไปกินแพง ใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น เรียบขึ้นเธอจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้

ทุกวันนี้อาจารย์ยังมีภารกิจหรือมีสิ่งที่ยังอยากทำอยู่อีกหรือเปล่าคะ

     ที่ทำอยู่ก็พอแล้ว บริษัทไรท์แมนเรียกใช้บ้าง ทำเสื้อผ้าก็อยู่ตัวแล้ว
ตอนนี้สนุกกับการคิดแบบ สเก็ตซ์แบบ นั่งทอผ้าขึ้นลายใหม่ๆบ้าง
ลูกน้องก็ช่วยทำงานได้เยอะ ทำเรื่องแหนม สบู่ ข้าวเผ่าทองก็ลงตัวหมด
 รับตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต
คือเป็นที่ปรึกษาของคุณสาระ ล่ำซำ ก็เป็นแนววัฒนธรรมเหมือนกับที่ทำที่นี่
คิดว่าจะดึงวัฒนธรรมมาเข้ากับชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร
ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทำให้ห่างไกลจากวัฒนธรรม
ทำอย่างไรจะให้สองทางซึ่งสุดโต่งทั้งคู่
 ทั้งซ้าย ทั้งขวา มาประสานกันตรงกลางได้
คนวัยรุ่นก็ยังเสพวัฒนธรรมได้ไม่ต้องมาพับเพียบเรียบร้อยจำ
แต่อย่างน้อยรู้ว่าพับเพียบทำอย่างไรไม่จำเป็นต้องคลานเข่าตลอด 24 ชั่วโมง
แต่รู้ว่าถ้าจำเป็นจะต้องคลานเข่าจะคลานอย่างไร เราก็สอนอยู่ สอนลูกน้อง
อบรมพนักงานเรื่องมารยาทในการที่จะอยู่กับผู้อื่น
ไม่ใช่คำว่ามารยาทในการเข้าสังคม เพราะตัวเองไม่ค่อยเข้าสังคมแล้ว
แต่ว่าเป็นมารยาทที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความเกรงใจและมีความอ่อนน้อมต่อคนที่มีอาวุโสกว่า
 พวกนี้เป็นเสน่ห์ของตัวเราหมดเลย
ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่ามีแต่คนรักเราทั้งหมด คนเกลียดก็มี แต่รวมๆ
แล้วยังดีใจว่าคนรักเรามากกว่าคนเกลียด เพราะว่าเราอ่อนน้อมถ่อมตัว
ไม่เคยจองหองพองขน

การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ภูมิใจที่สุดค่ะ

     การได้ทำงานถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ
เป็นสิ่งที่ภูมิใจอันหนึ่งพอๆกับการได้ทำงานให้แก่ประเทศชาติ
งานที่ไม่จำเป็นว่าต้องใช้เงินเป็นกอบเป็นกำ
แต่เป็นงานที่แล้วได้ทิ้งอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง
อย่างการทำงานให้หอนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ก็มีการตอบรับดีมาก
หลังจากวันเปิดอย่างเป็นทางการ
ผมเข้าเฟซบุ๊กมีคนที่มาชมงานส่งข้อความเข้ามา คนหนึ่งเขียนว่า
ขอบคุณอาจารย์เผ่าทองที่ฝากสิ่งดีๆไว้ให้คนรุ่นหลัง
โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยของเรา

  ผมถือว่าไรท์แมนมีบุญคุณที่ให้โอกาสผมได้มาทำงานนี้
เพราะเขาจะเลือกใครก็ได้ เขาเป็นองค์กรใหญ่ แต่เขาเลือกเรา
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งอยู่คนเดียว คนเก่งกว่าผมมีอีกเยอะ
เพียงแต่ว่าเขามีโอกาสหรือไม่เท่านั้น

ถ้ามีคนถามว่า อาจารย์อยากทำอะไรก่อนตาย

     อยากทำหนังสืออีกสักเล่มที่รวบรวมและเปรียบเทียบระหว่างประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ลงมา
จาก 5,000 ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย
เทียบกับเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในโลกอย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2325
ที่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปีพ.ศ.เดียวกันนี้ประเทศอื่นๆเขาเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เป็นงานใหญ่มาก แต่อยากจะทำเพราะยังไม่มีใครทำตรงนี้

      เหตุผลคือ เวลาสอนหนังสือมักจะมีปัญหามากว่าเวลาพูดแล้วคนนึกภาพไม่ออก
หรือเวลาที่เราบรรยายให้ฝรั่งฟังถึงคิงรามาที่หนึ่ง คิงรามาที่สอง
ฝรั่งไม่รู้จักหรอก เหมือนกับเราพูดถึงประวัติศาสตร์อังกฤษเดี๋ยวจอร์จ
 เดี๋ยวเอลิซาเบธ แต่ถ้าเกิดเราพูดว่าควีนวิกตอเรียของอังกฤษ
ร่วมสมัยกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ของไทย
และทรงมีพระชนมายุยืนยาวต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 โอ้โฮ จำได้เลยคลิกเลย
ซึ่งจากตรงนี้ก็จะนำพาต่อไปว่า รัชกาลที่ 4 เคยส่งราชทูตไปอังกฤษ
หม่อมราโชทัยมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับควีนเอลิซาเบท อยาง่นี้สนุกกว่า
และราชทูตของรัชกาลที่ 4
ก็ยังไปฝรั่งเศสไปเฝ้าฯพระเจ้านโปเลียนที่ 3  และพระนางเจ้าวิกตอเรีย
พระเจ้านโปเลียนที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ร่วมสมัยกัน ก็เกิดการเชื่อมต่อกันได้หมด
ถามว่ามีประโยชน์ไหม มีประโยชน์ ก็เลยอยากทำอันนี้ก่อนตาย
ประกอบรูปประกอบอะไรด้วย จะได้ทำให้คนรุ่นหลังรักประวัติศาสตร์มากขึ้น

     ใครที่เชื่อว่าความสุขในชีวิตหายาก เกิดยาก
แบบอย่างการใช้ชีวิตอาจารย์หนุ่มคนนี้เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่า
ความสุขไม่ได้ยากเกินที่เราจะไขว่คว้ามาไว้ข้างตัว
ก็แค่เปลี่ยนมุมในการมอง